The Avengers ถล่มบ็อกซ์ออฟฟิศ สร้างสถิติรายได้ใหม่

UPDATE: ตัวเลขรายได้แท้จริงของ The Avengers ในอเมริกาเหนือออกมาแล้วครับ ตามรายงานของเดอะ ฮอลลีวู้ด รีพอร์เตอร์ บอกว่าสูงกว่าที่ประเมินไว้ในทีแรกอีกพอสมควร นั่นก็คือ 207.4 ล้านเหรียญสหรัฐครับ

The Avengers ถล่มบ็อกออฟฟิศในอเมริกาเหนือประหนึ่งโดนฮัลค์ทำลายครับ หนังเปิดตัวด้วยยอดรายได้ 200.3 ล้านเหรียญในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นการสร้างสถิติรายได้เปิดตัวใหม่ของสุดสัปดาห์ ทำลายแชมป์เก่า Harry Potter and the Deathly Hallows: Part 2 ที่ทำไว้ 169.2 ล้านเหรียญสหรัฐไปหลายช่วงตัวเลยทีเดียวครับ ส่วนหนึ่งที่รายได้สูงถึงขนาดนี้เพราะมีผู้ชมราว 52 % ยอมเสียเงินแพงกว่าเพื่อไปชมในระบบ 3 มิติด้วย กระทั่งโรงหนังไอแม็กซ์เองก็ที่นั่งเต็มตลอดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ไม่เพียงรายได้ในสหรัฐเท่านั้นที่สูงเป็นประวัติการณ์ ในตลาดโลกเองก็ทำรายได้ถึง 441.5 ล้านเหรียญ จาก 52 ประเทศ หลังจากเปิดฉายล่วงหน้าในสหรัฐมา 1 สัปดาห์ แปลว่าหลังจากการฉายไปแล้วสองสัปดาห์ หนังทำรายได้ทั่วโลกรวมกัน 641.8 ล้านเหรียญสหรัฐ มากกว่า The Hunger Games ไปแล้ว

จากบทวิเคราะห์ของ LA Times มองว่ามีหลายปัจจัยที่ช่วยให้หนังทำเงินได้ในระดับนี้ ซึ่งฮอลลีวู้ดควรเรียนรู้ไว้ นอกเหนือจากการเลือกใช้นักแสดงระดับเกรดเอที่เรียกผู้ชมได้อย่างโรเบิร์ต ดาวนี่ย์ จูเนียร์ หรือสการ์เลต โจแฮนสันแล้ว การวางทิศทางของหนังโดยผู้กำกับจอส วีดอน เองก็เป็นปัจจัยสำคัญ ที่ให้ The Avengers เป็นหนังบู๊ที่เต็มไปด้วยมุขตลก และมีความบันเทิง ทำให้ผู้ชมในสหรัฐสนุกกับหนังอย่างมาก ผลคะแนนของ CinemaScore ที่มาจากการสำรวจความเห็นของผู้ชมโดยบริษัทด้านการตลาดก็ให้เกรดหนังเรื่องนี้สูงสุดถึง A+ เท่ากับ Avatar กับ Titanic และผู้ชมเหล่านี้ก็ยังนำไปบอกต่อ สร้างกระแสปากต่อปากตามมา

กระแสปากต่อปากก็ยังมาจากการจัดฉายในตลาดนอกสหรัฐล่วงหน้าก่อนหนึ่งสัปดาห์ด้วยครับ ที่ทำให้ผู้ชมในส่วนอื่นของโลกได้ชื่นชมหนังผ่านโซเชียลเน็ตวิร์คต่างๆ และยังมาจากคะแนนของนักวิจารณ์ด้วยที่จากการประมวลผลของเว็บไซต์ Rotten Tomatoes นั้น มีถึง 93% ที่ชอบหนังเรื่องนี้

ปัจจัยสำคัญที่สุดอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ The Avengers ทำรายได้ถล่มทลายก็คือการไม่รีบเร่งสร้างหนัง มาร์เวล สตูดิโอนั้นวางแผนสร้าง The Avengers ผ่านการสร้างหนังซูเปอร์ฮีโร่มา 5 เรื่อง ให้ค่อยๆ สร้างพลังตั้งแต่ Iron Man ในปี 2008 ตามด้วย The Incredible Hulk, Iron Man 2, Thor และ Captain America: The First Avengers กว่าที่ทั้งหมดจะมารวมพลังกันถล่มสถิติในปีนี้ ใช้เวลายาวนานถึง 5 ปี ถือเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่ฉลาด อดทน และมีประสิทธิภาพยิ่งครับ

ดิสนี่ย์ขาดทุน 200 ล้านเหรียญสหรัฐ จากหนัง John Carter

ดูเหมือนว่าอนาคตของหนัง John Carter จะไม่สดใสเอาเสียเลย หลังจากเปิดตัวในสหรัฐด้วยรายได้ที่ค่อนข้างต่ำเพียง 30 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งตามรายงานระบุว่าดิสนี่ย์ใช้ทุนสร้างไป 250 ล้านเหรียญสหรัฐ และงบด้านการตลาดอีก 100 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งด้วยงบประมาณระดับนี้ หนังต้องทำรายได้ทั่วโลกอย่างน้อย 600 ล้านเหรียญสหรัฐ ถึงจะได้ทุนคืน แต่ดูเหมือนว่าคงเป็นไปไม่ได้ ล่าสุดดิสนี่ย์ออกแถลงการ ( via Deadline ) ว่าหนังคงจะขาดทุนราว 200 ล้านเหรียญสหรัฐครับ

รายงานจากการวิเคราะห์จากวงในของวอลสตรีทบอกมาก่อนหน้านี้ว่าหนังน่าจะขาดทุนราว 160 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยอิงจากคะแนน Cinemascore จากผู้ชมหลังจากชมมาแล้วที่ให้หนังได้ B+ กับคำวิจารณ์ของนักวิจารณ์ที่ก้ำกึ่ง แต่หนังก็ทำรายได้ในสัปดาห์ที่ 2 ลดฮวบไปถึง 55% ซึ่งทำให้ผู้บริหารของดิสนี่ย์ออกแถลงการออกมาว่า หนังน่าจะขาดทุนมากกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้

Read more of this post

ผลสำรวจบอกว่า The Hunger Games อาจเปิดตัวถึง 100 ล้านเหรียญ และคลิปแรกจากหนัง

The Hunger Games จะเปิดตัวด้วยรายได้ใหญ่โตแน่ๆ แหละ เมื่อดูจากกระแสแล้ว แต่จะใหญ่โตขนาดไหนนั้น ผลสำรวจบอกว่าหนังอาจทำรายได้สัปดาห์แรกในบ้านถึง 100 ล้านเหรียญสหรัฐเลยครับ

LA Times รายงานว่าเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้บริหารของไลอ้อนเกต บริษัทผู้สร้างหนังจากนิยายเรื่องนี้ได้ใช้บริการของบริษัทวิจัยการตลาดเพื่อสำรวจความสนใจต่อตัวหนังก่อนที่หนังจะฉาย ผลออกมาว่ามีตัวเลขสูงอย่างมาก วงในที่เห็นตัวเลขบอกว่าหนังมีโอกาสทำเงินในสัปดาห์แรกของการเปิดฉายในสหรัฐถึง 100 ล้านเหรียญ อาจน้อยหรือมากกว่านั้นไม่เท่าไหร่

ในรายงานบอกว่ามีจำนวนผู้ชมในสหรัฐเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ที่จะให้ The Hunger Games เป็นตัวเลือกแรกของหนังที่จะออกฉายในอีก 4 สัปดาห์ข้างหน้า และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นไปอีกเมื่อหนังใกล้ฉาย ตัวเลขรายได้สัปดาห์เปิดตัวที่บริษัทสำรวจและวิจัยการตลาดให้แก่ไลอ้อนเกตในตอนนี้ก็คือ 70-90 ล้านเหรียญสหรัฐ

อย่างไรก็ดี ไลอ้อนเกตยังไม่ได้ประชาสัมพันธ์หนังแบบเต็มตัวเท่าไหร่ ไม่ว่าจะทั้งทางทีวี อินเตอร์เนต หรือติดใบปิดตามที่ต่างๆ คาดว่าถ้าได้โหมประชาสัมพันธ์แบบเต็มตัวแล้วจะช่วยให้หนังทำรายได้เข้าเป้าอย่างแน่นอน และเผลอๆ อาจเกิน 100 ล้านเหรียญด้วย

หนึ่งในการประชาสัมพันธ์ล่าสุดของหนัง ก็คือการส่งโฆษณาทางทีวี และคลิปแรกของหนังออกมาเรียกน้ำย่อยครับ ซึ่งโฆษณาทางทีวีตัวล่าสุดนี้ใช้เพลง Safe and Sound ของเทย์เลอร์ สวิฟต์ กับวงเดอะ ซีวิว วอร์ มาสร้างบรรยากาศดราม่าได้ดีมากๆ ส่วนคลิปแรกของหนังก็ออกไปในทางบู๊นิดๆ กับฉากที่แคทนิส (เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์) แสดงทักษะการยิงธนูให้ดูว่าเธอยิ่งแม่นแค่ไหนครับ คลิกชมทั้งคู่ได้ที่ด้านใน

Read more of this post

Harry Potter and Deathly Hallows: Part II เป็นหนังปี 2011 ที่ได้รับคำวิจารณ์ดีที่สุดของ Rotten Tomatoes

หนังชุด Harry Potter ดูจะปิดฉากได้สวยงามมากครับ เพราะไม่เพียงภาคสุดท้าย Harry Potter and the Deathly Hallows: Part II จะเป็นหนังที่ทำเงินสูงสุดของปี 2011 ตามรายงานของ Boxoffice Mojo แล้ว หนังยังได้รับคำวิจารณ์ดีที่สุดปี 2011 จากกระประเมินของ Rotten Tomatoes ด้วยครับ

เว็บไซต์ Rotten Tomatoes ได้สรุปคะแนนวิจารณ์ของหนังที่ฉายตลอดปี 2011 ออกมาแล้ว และ Harry Potter and the Deathly Hallows: Part II เป็นหนังที่ฉายทั่วไปและได้เปอร์เซ็นต์บวกมากที่สุดครับ นั่นก็คือ 96% จาก 273 บทวิจารณ์ มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 8.4/10 โดยมี Moneyball ที่แสดงนำโดยแบรด พิตต์ ตามมาอยู่ในอันดับ 2 ที่ 95% จาก 213 บทวิจารณ์ และมีคะแนนเฉลี่ยที่ 8/10

สำหรับหนังที่ฉายแบบจำกัดโรงและได้รับคำวิจารณ์ดีที่สุดตามการประเมินของ Rotten Tomatoes ก็คือหนังสารคดี Project Nim ได้ 98% จาก 124 บทวิจารณ์ มีคะแนนเฉลี่ยที่ 8.1/10 ตามด้วย A Separation หนังดราม่าจากอิหร่าน ได้ 100 % จาก 64 บทวิจารณ์ มีคะแนนเฉลี่ยที่ 8.7 /10

หากแบ่งเป็นประเภทของหนังแล้ว Mission: Impossible – Ghost Protocol ได้รับคำวิจารณ์ดีที่สุดในประเภทหนังบู๊ผจญภัย (93% – 7.6/10), Arthur Christmas ได้คำวิจารณ์ดีที่สุดประเภทอนิเมชั่น (92% – 7.2/10), The Artist ได้คำวิจารณ์ดีที่สุดประเภทหนังตลก (97% – 8.8/10) และ Attack the Block ได้คำวิจารณ์ดีที่สุดในประเภทหนังสยองขวัญ (90% – 7.4/10)

การประเมินคะแนนวิจารณ์หนังในรอบปี 2011 ประเภทที่ออกฉายทั่วไปของ Metacritic ก็ยังตรงกับ Rotten Tomatoes ใน 2 อันดับแรกด้วยครับ โดย Harry Potter and the Deathly Hallows: Part II ได้ไป 87/100 ตามด้วย Moneyball ได้ 87/100 เช่นกัน แต่ทำไม Harry Potter ถูกจัดให้อยู่ในอันดับสูงกว่า Moneyball ของเว็บนี้ ยังไม่แน่ใจวิธีการประเมินของเขาเท่าไหร่ครับ

Read more of this post

ปี 2554 หนังไทยมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น

ตอนที่กรุงเทพฯ ประสบปัญหาน้ำท่วม และดูเหมือนรายได้ของหนังจะซบเซาในช่วงนั้นจนทำให้มีการคาดการณ์กันว่าอุตสาหกรรมหนังในบ้านเราในปีนี้อาจต้องมีรายได้ย่ำแย่แน่ๆ แต่กลายเป็นว่ารายได้โดยเฉลี่ยของค่ายหนังใหญ่ในบ้านเราก็ยังคงสูงกว่าเมื่อปีที่แล้วครับ

ตามรายงานของเนชั่นที่ได้ไปสัมภาษณ์ผู้บริหารของจีทีเอช และสหมงคลฟิล์ม ทำให้เรารู้ว่ารายได้เฉลี่ยของหนังในเครือเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วมากครับ โดยจีทีเอชมีรายได้จากหนังเพิ่มขึ้น 20% ส่วนสหมงคลเพิ่มขึ้น 10% ซึ่งคุณวิสูตร พูลวรลักษณ์ ประธานของจีทีเอช บอกว่า จีทีเอชโชคดีที่ “ลัดดาแลนด์” และ “Suckseed ห่วยขั้นเทพ” นั้นประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง ส่วน”เสี่ยเจียง” หรือ คุณสมศักดิ์ เตชนะรัตนประเสริฐ ประธานของสหมงคลฟิล์มส์ ให้ความเห็นว่าสาเหตุหนึ่งที่รายได้ของหนังเพิ่มขึ้นมาจากค่าตั๋วที่เพิ่มขึ้นด้วย

หนังฮอลลีวู้ดเองก็ดูจะทำรายได้เพิ่มขึ้นในบ้านเราในปีที่ผ่านมาด้วยครับ คุณปัณณทัต พรหมสุภา ผู้จัดการทั่วไปของบริษัทยูไอพีประเทศไทยซึ่งจัดจำหน่ายหนังอย่าง Transformers: Dark of the Moon และ Mission: Impossible – Ghost Protocol บอกว่ารายได้รวมของหนังในเครือปีนี้แตะสี่พันล้านบาทเป็นครั้งแรกด้วยครับ

ในรายงานยังมีการสรุปรายได้สูงสุดสิบอันดับของหนังไทยในปี 2554 ด้วยครับ ซึ่งหนัง “ตำนานสมด็จพเระนเรศวรมหาราช ภาค 3” และ “ภาค 4” เป็นหนังไทยที่ทำรายได้สูงสุดของปีอยู่ใน 2 อันดับแรก โดยอันดับ 3 เป็นของ “ลัดดาแลนด์” จากจีทีเอช ที่เป็นหนังไทยอีกเรื่องของปีที่ทำรายได้ไปเกิน 100 ล้านบาทด้วยครับ

คลิกดู 10 อันดับหนังไทยที่ทำรายได้สูงสุดในปี 2554 ได้ที่ด้านใน

Read more of this post

รายได้หนังในสหรัฐช่วงวันหยุดคริสต์มาส Mission: Impossible 4 และ War Horse มาแรง

แม้ว่าตัวเลขรายได้ของหนัง Mission: Impossible – Ghost Protocol จะออกมาน่าเสียวไส้ในช่วงวันคริสต์มาส เพราะทำรายได้วันที่ 24-25 ธันวาคม ไปเพียง 29.5 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่รายได้ของหนังก็กระเตื้องขึ้นหลังจากนั้นจนมีรายได้ 4 วันติดต่อกันในช่วงวันหยุดคริสต์มาสอยู่ที่ 46.2 ล้านเหรียญ กลายเป็นตัวเลขรายได้ที่อยู่ในเกณฑ์ดี ทำให้หนังมีรายได้ในบ้านตอนนี้อยู่ที่ 78.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถึงแม้ว่าจะเป็นรายได้เปิดตัวที่น้อยกว่าภาคสาม แต่นั่นเพราะภาคสามเปิดตัวในช่วงซัมเมอร์ และด้วยคะแนนที่ผู้ชมให้หนังนั้นค่อนข้างสูง วงในวิเคราะห์กันว่าหนังน่าจะทำรายได้สุดท้ายในบ้านมากกว่าภาคสาม และอาจมากกว่าภาคแรกที่ทำไป 180 ล้านเหรียญสหรัฐด้วยครับ นี่ยังไม่รวมกับอีก 140 ล้านเหรียญจากรายได้ในตลาดนอกสหรัฐด้วย

หนังภาคต่อ Sherlock Holmes: A Game of Shadows ซึ่งเปิดตัวเป็นที่หนึ่งในสัปดาห์ที่แล้วได้ตกมาอยู่ในอันดับสองของสัปดาห์นี้โดยทำไปได้ 31.8 ล้านเหรียญ มียอดรวมในบ้านตอนนี้อยู่ที่ราว 90.6 ล้านเหรียญ จากการฉาย 11 วัน หนังยังไม่ได้เปิดตัวในตลาดต่างประเทศแบบเต็มตัวทำให้ยังไม่มีรายได้ในส่วนนั้นออกมา และแม้ว่าหนังจะได้รับคำวิจารณ์ว่าสู้ภาคแรกไม่ได้ แต่จากรายได้ขณะนี้ก็น่าจะทำให้หนังหมดห่วงว่าจะขาดทุนได้แล้ว เช่นเดียวกับ Alvin and the Chipmunks: Chipwrecked ก็หมดห่วงว่าจะขาดทุนได้ เพราะทำรายได้ไปอีก 20 ล้านเหรียญสหรัฐ และยอดรวมตอนนี้อยู่ที่ราว 57 ล้านเหรียญจากการฉายในบ้าน แม้ว่ารายได้สุดท้ายของหนังอาจไม่มากเท่าภาคก่อนหน้านี้ก็ตาม

Read more of this post

15 หนังฮอลลีวู้ดรายได้คว่ำประจำปี 2011

เกือบจะสิ้นปี 2011 แล้ว รายได้หนังโดยรวมของฮอลลีวู้ดปีนี้ในสหรัฐยังคงซบเซา และต่ำกว่าปี 2010 อยู่ถึง 4% ครับ ตามรายงานของ The Hollywood Reporter แม้แต่ Mission: Impossible – Ghost Protocol ที่เปิดฉายรอบทั่วไปในสัปดาห์นี้ยังทำเงินไปเพียง 25.8 ล้านเหรียญสหรัฐ แม้เป็นรายได้อันดับหนึ่งประจำสัปดาห์ก็ตาม (แต่ก็ไม่น่าจะขาดทุนเพราะรายได้จากตลาดนอกสหรัฐก็ค่อนข้างสูง) สาเหตุอย่างหนึ่งที่นักวิเคราะห์ให้ความเห็นกันก็คือ ฮอลลีวู้ดในระยะหลังขาดหนังที่มีความคิดดั้งเดิมแบบ Inception หรืออะไรที่สดใหม่แบบ Avatar ที่จะทำให้คนดูรู้สึกแปลกใหม่และร้องว้าวได้ ไม่รู้ว่าปี 2012 ที่หนึ่งในสี่ของหนังที่ออกฉายยังเป็นภาคต่อ ภาคต้น และรีเมก จะออกมาเป็นยังไงเหมือนกันนะครับ

ในรายงานยังได้สรุปตัวเลขของหนังที่ขาดทุนสูงสุด 15 เรื่องประจำปี 2011 ด้วยครับ ซึ่งหนังอนิเมชั่น Mars Needs Mom ของดิสนี่ย์กลายเป็นหนังขาดทุนยับเยินที่สุดแห่งปี มีรายได้จากการฉายทั่วโลกเพียง 39 ล้านเหรียญ จากทุนสร้าง 150 ล้านเหรียญครับ หนังบางเรื่องที่ติดอยู่ในโผอาจมีรายได้ทั่วโลกสูงกว่าทุนสร้าง เช่น Sucker Punch ที่ทำรายได้จากทั่วโลกไป 89.8 ล้านเหรียญ จากทุนสร้าง 82 ล้านเหรียญ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าหนังจะได้กำไร เพราะทุนสร้างยังไม่ได้รวมงบโฆษณาและการตลาด รวมถึงรายได้ที่ค่ายหนังต้องแบ่งให้โรงภาพยนตร์หรือผู้จัดจำหน่ายในต่างประเทศด้วย

อย่างไรก็ดี หนังบางเรื่องที่อยู่ในโผด้วยเช่น New Year’s Eve ยังฉายอยู่ และอาจทำรายได้ต่อไป แต่เพราะในรายงานสรุปตัวเลขรายได้จากสัปดาห์ที่ผ่านมาเท่านั้น เลยอาจทำให้ดูว่าหนังขาดทุนมาก

คลิกดูรายชื่อ 15 หนังรายได้คว่ำแห่งปี 2011 ได้ที่ด้านในครับ

Read more of this post

Paranormal Activity 3 เปิดตัวทุบสถิติที่ 54 ล้านเหรียญ

เมื่อเข้าสู่เดือนตุลาคม และใกล้วันฮาโลวีนเข้าไปทุกที จะเป็นช่วงที่หนังผีและหนังสยองขวัญยกขบวนกันมาฉายในช่วงนี้ และ Paranormal Activity 3 ที่เพิ่งออกฉายในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมากลายเป็นหนังสยองขวัญที่ทำรายได้เหนือหนังสยองขวัญทั้งมวลครับ

ตามรายงานของ Boxoffice Mojo บอกว่า หนังซึ่งใช้ทุนสร้าง 5 ล้านเหรีญเรื่องนี้ ทำรายได้สุดสัปดาห์นี้ในสหรัฐไปอย่างน่าประทับใจถึง 54 ล้านเหรียญสหรัฐ จากจำนวน 3,321 โรงฉาย ซึ่งไม่เพียงทุบสถติของภาค 2 ที่เคยทำไว้ แต่ยังทุบสถิติหนังที่เปิดตัวในเดือนตุลาคมทั้งหมด และทุบสถิติรายได้ของหนังสยองขวัญด้วยกัน กลายเป็นหนังสยองขวัญที่เปิดตัวสูงสุดตลอดกาลไปแล้วครับ เป็นรายได้ที่แม้แต่พาราเมาท์ พิคเจอร์สเองก็คาดไม่ถึงว่าจะสูงขนาดนี้ และรอข่าวได้เลยว่าพาราเมาท์จะต้องสร้างภาค 4 ตามมาแน่ๆ ครับ

แต่ข่าวดีเรื่องราวได้แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับหนังเรื่องอื่นที่เปิดตัวพร้อมกันในสัปดาห์นี้ครับ เพราะ The Three Musketeers ของพอล ดับเบิลยู. เอส. แอนเดอร์สัน เปิดตัวอยู่แค่ที่อันดับ 4 ทำรายได้ไปเพียง 8.8 ล้านเหรียญ ทั้งที่ออกฉายในระบบสามมิติที่ค่าตั๋วแพงกว่าหนังปกติทั่วไป และ Johnny English Returns ก็เป็นหนังใหม่อีกเรื่องที่ไม่ประสบความสำเร็จด้านรายได้ในสัปดาห์นี้ เปิดตัวไปเพียง 3.8 ล้านเหรียญ เข้ามาอยู่ในทำเนียบเพียงอันดับ 8 เท่านั้น

อันดับอื่นๆ ยังคงเป็นของหนังเก่าที่ฉายมาแล้วก่อนหน้านี้ Real Steel ตกมาอยู่อันดับ 2 หลังเป็นแชมป์มาสองสัปดาห์ ได้ไปอีก 11.3 ล้านเหรียญ เฉือน Footloose ที่ทำรายได้อยู่อันดับ 3 ไปนิดหน่อย

คุณสามารถชมอันดับหนังทำเงินประจำสัปดาห์นี้ทั้งหมดได้ที่ด้านในครับ

Read more of this post

Harry 7.2 เปิดตัวทุบสถิติ The Dark Knight และทำรายได้ทั่วโลก 476 ล้านเหรียญ

การปิดฉาก Harry Potter and the Deathly Hallows: Part II ที่จบด้วยดี ไม่เพียงแต่ในแง่คำวิจารณ์ครับ แต่รวมถึงรายได้ด้วย หนังเปิดตัวในสหรัฐสุดสัปดาห์แรกที่ 168.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ทุบสถิติเปิดตัวตลอดกาลของ The Dark Knight ที่ทำไว้ 158.4 ล้านเหรียญ ขณะที่รายได้จากนอกสหรัฐก็ได้สูงถึง 307 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ตอนนี้หนังทำรายได้รวมทั่วโลกไปร่วม 476 ล้านเหรียญ สูงกว่า Harry Potter and the Half-Blood Prince ที่เป็นหนังชุดนี้ที่ทำไว้สุงสุดที่ 394 ล้านเหรียญครับ

ในรายงานของเดอะ ฮอลลีวู้ด รีพอร์เตอร์ บอกว่า สาวกหนังชุดนี้ต่างรีบเข้าไปชมภาคปิดฉากของหนังเพื่อเป็นการสั่งลา และส่วนใหญ่ก็ไม่ผิดหวังด้วย “เป็นประสบการณ์ที่ยอดมากในการได้ทำหนังทั้งแปดภาคนี้ที่ใช้เวลาร่วมสิบปี ได้ดูเด็กๆ (แดเนียล แรดคลิฟฟ์, รูเพิร์ต กรินท์ และ เอ็มมา วัตสัน) เติบโต เดวิด เยตส์ กำกับภาคนี้อย่างมีสไตล์และมืออาชีพ ขณะที่เดวิด เฮย์แมนก็อำนวยการสร้างทุกภาคอย่างมีระดับ และสง่างาม

Fast Five ทำรายได้เปิดตัวสัปดาห์แรกทุบสถิติและได้รับคำวิจารณ์ค่อนข้างดี

ค่ายหนังยูนิเซอร์แซล พิคเจอร์ส คงยิ้มไม่หุบเมื่อรู้ว่าหนังภาคต่อ Fast Five ไม่เพียงทำรายได้เปิดตัวสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก หนังยังได้รับคำวิจารณ์ในแง่ดีค่อนข้างมากเช่นเดียวกันครับ

ตามรายงานของ Boxoffice Mojo บอกว่า Fast Five ทำรายได้ไปราว 83.6 ล้านเหรียญสหรัฐในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาซึ่งเป็นสัปดาห์แรกของการเปิดฉายหนัง เป็นรายได้เปิดตัวที่เหนือกว่าหนังทุกเรื่องของปีนี้ในตอนนี้ และทุบสถิติรายได้เปิดตัวหนังตลอดกาลในเดือนเมษายนของอเมริกาเหนือ และยังทุบสถิติรายได้เปิดตัวของหนังภาคต่อชุดนี้ ยังไม่รวมของหนังค่ายยูนิเวอร์แซลทั้งหมดในสหรัฐตั้งแต่สร้างหนังมาด้วยครับ

รายได้ในตลาดโลกของหนังก็ค่อนข้างดีเช่นกัน แม้ออกฉายไปแล้วในไม่กี่ประเทศ Fast Five ก็ทำรายได้นอกบ้านไปอีกราว 81.4 ล้านเหรียญ ตอนนี้คงต้องมารอดูกันว่ารายได้ของหนังจะหยุดอยู่ที่เท่าไหร่ แต่ด้วยคำวิจารณ์ที่ค่อนข้างดีของหนังน่าจะได้มากกว่าภาคที่แล้วที่ทำรายได้ในสหรัฐไป 155 ล้านเหรียญ เมื่อหนังออกจากโรงครับ

เมื่อพูดถึงคำวิจารณ์ จากการรวบรวมของเว็บ Rotten Tomatoes วิจารณ์ด้านบวกของหนังตอนนี้อยู่ที่ 79% จาก 140 บทวิจารณ์ในตอนนี้ และได้คะแนนรวมอยู่ที่ 6.3/10 ครับ

คำวิจารณ์โดยรวมบอกว่าเป็นหนังที่บู๊สะบั้นหั่นแหลก ระเบิดตูมตาม และมันส์อย่างชาญฉลาด แม้กระทั่งโรเจอร์ อีเบิร์ต ยังแจกดาวให้หนังถึง ¾ ดาวครับ ดูเหมือนว่าภาค 6 ของหนังจะได้ความแรงของภาค 5 มาช่วยดันอย่างหนีไม่พ้น

Fast Five ยาว 130 นาทีครับ และมีฉากท้ายเครดิตที่จะบอกใบ้ถึงภาคต่อด้วย จะเข้าฉายบ้านเราปลายสัปดาห์หน้า

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 7,918 other followers